บทที่ 6 จ่ายค่าชดเชยมา ถ้าไม่จ่ายฉันจะแจ้งทางการ

“หมู นั่นหมูจริง ๆ เสียด้วย ตัวมันใหญ่มากเลย” ฉินเจียวได้ส่งเสียงแหลมของตนร้องออกมาอย่างไม่เกรงใจผู้คนที่ยืนอยู่ตรงนี้เลยสักนิด

“ถอยไป หลบไป ฉันเป็นแม่ของมู่หาน ฉันจะเข้าไปหาลูกชายฉัน” ฉินเจียวทั้งผลักทั้งดันคนรอบข้างให้แหวกทางให้กับตน โดยมีจิวเหลียนหญิงร่างใหญ่เป็นผู้ช่วย

ซูเหยาเมื่อเธอมองเห็นภาพนี้เธอถึงกับเบะปากใส่คนทั้งสอง ‘ช่วยหาก็ไม่ได้ช่วย คิดแต่จะหาผลประโยชน์อย่างเดียว’ เธอคิด

เมื่อเธอเห็นแม่ผัวลูกสะใภ้มหาประลัยเดินมาแล้ว ซูเหยาจึงได้หลบฉากเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านไปหาเด็กน้อยน่ารัก ที่ตอนนี้จะเป็นอย่างไรกันบ้างก็ไม่รู้ และได้กินข้าวกันหรือยัง

แต่เมื่อเธอมาถึงบ้าน เธอก็ได้ยืนช็อกกับสภาพประตูหน้าบ้านของตนไปแล้ว เพราะประตูได้ถูกเปิดออกโดยมีร่องรอยการจามด้วยขวานตัดไม้ซึ่งน่าจะมีขนาดใหญ่

เมื่อซูเหยาได้เห็นสภาพบ้านแบบนี้ ตอนนี้ใจเธอถึงกับหล่นวูบไปเลยทีเดียว เด็กน้อยลูกทั้งสองจะเป็นอย่างไร

“เสี่ยวเฟย เสี่ยวผิงอยู่ที่ไหนกัน ได้ยินเสียงน้าไหม พวกหนูอยู่ไหน” ซูเหยารีบวิ่งเข้าไปด้านในด้วยสีหน้าแตกตื่นมีน้ำตาคลอเธอร้องเรียกหาเด็กน้อยเสียงดัง

“ฮือ ๆ กลัวแล้ว” เสียงสั่นเล็ก ๆ ร้องด้วยความหวาดกลัวซ้ำ ๆ อย่างคนเสียขวัญ ดังอยู่ที่มุมครัวข้างตู้เก็บอาหาร ซูเหยาเมื่อได้ยินเสียงเล็ก ๆ นี้ เธอจำได้ว่าเป็นของเสี่ยวเฟยอย่างแน่นอน

“เสี่ยวเฟย เสี่ยวผิง” ซูเหยารีบวิ่งเข้าไปกอดเด็กน้อยอย่างรวดเร็ว เพราะสภาพของเด็กน้อยตอนนี้ทั้งสองกอดกันกลม ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร

“ไม่เป็นไรนะเด็กดี น้ามาแล้ว ไม่ร้องแล้วนะโอ๋ ๆ” ซูเหยากอดเด็กทั้งคู่ พร้อมกับเอามือลูบหัวลูบหลังพูดจาปลอบประโลมเด็กทั้งสองอย่างอ่อนโยน

เด็กน้อยทั้งสองที่กำลังตกใจ เมื่อได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยนที่พูดกับเขาช้า ๆ ซ้ำ ๆ พวกเขาก็ค่อย ๆ คลายสะอื้นลง แต่ว่าก็ยังไม่ถึงกับนิ่งเงียบเสียทีเดียว

ซูเหยาเมื่อเธอรับรู้ได้ว่าเด็กน้อยในอ้อมแขนดีขึ้นมากแล้ว เธอจึงค่อยๆ คลายวงแขนของตนออกอย่างช้าๆ

ตอนนี้เด็กน้อยสองคนได้เงยหน้าที่ยังมีน้ำตาเปรอะแก้ม และดวงตาสีแดงที่บอบช้ำจากการร้องไห้จ้องมองมาที่ซูเหยา

“น้าเหยา ย่า..ย่า ป้ามาเอาของไปหมดเลย พวกเขาเอาไปหมดแล้ว” เสี่ยวผิงเมื่อเธอเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็นใครที่โอบกอดเธอ

เจ้าตัวน้อยก็โถมตัวเอาแขนเล็ก ๆ โอบรอบคอซูเหยา พร้อมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้ แต่ซูเหยาก็ยังพอฟังเข้าใจ ‘ย่าตัวร้าย ป้าชั่วช้ารอฉันก่อน’ ซูเหยาพูดในใจด้วยความโกรธ

“น้าเหยา ผมขอโทษ ที่รักษาของไว้ไม่ได้ฮือ ๆ” เด็กน้อยเสี่ยวเฟยกล่าวขอโทษซูเหยา พร้อมร้องไห้ออกมาอย่างเสียใจ

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องร้องนะ พวกหนูไม่ผิดหรอก ผิดที่คนพวกนั้น หนูสองคนโดนคนพวกนั้นทำร้ายตรงไหนหรือเปล่า” ซูเหยาลูบหัวเด็กชายตัวน้อย และถามขึ้นมาอย่างอ่อนโยน

“ผิงน้อยปล่อยน้าก่อนลูก มาให้น้าดูร่างกายพวกหนูก่อนว่ามีบาดแผลตรงไหนหรือเปล่า” ซูเหยาบอกกับเด็กหญิงตัวน้อยพร้อมค่อยๆ จับแขนเล็กๆ บอบบางออกจากรอบคอของตนอย่างช้า ๆ

เมื่อแขนของผิงน้อยออกจากรอบคอของตนมาได้แล้ว เธอก็ได้จับให้เจ้าตัวน้อยยืนตัวตรง ต่อมาเธอก็ค่อย ๆ จับไหล่ของเสี่ยวเฟย เพื่อประคองให้เจ้าตัวน้อยลุกขึ้น

เมื่อเด็กน้อยยืนอยู่ด้านหน้าของเธอแล้ว เธอก็ใช้สายตามองสำรวจร่างของเด็กน้อยทั้งสอง ต่อมาเธอก็ค่อย ๆ เปิดเสื้อของเด็กน้อยสำรวจดูตามแขนและลำตัว และก็มาถกขากางเกงของเด็กน้อยดูตามขาว่ามีร่องรอยใด ๆ หรือเปล่า เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยไม่มีร่องรอยของการบาดเจ็บ เธอถึงรู้สึกโล่งใจ

“พวกนั้นตีหนูสองคนหรือเปล่า” ซูเหยาได้ถามเด็กน้อยที่ต่างก็ยืนนิ่งให้เธอสำรวจพวกเขา

“ไม่ครับ พอผมเข้าไปขวาง ย่าก็ยกมือขึ้นจะตี แต่ผมรีบหลบออกมา ส่วนเสี่ยวผิงก็รีบหลบป้าสะใภ้วิ่งมาหาผมเหมือนกัน” มู่เฟยตอบแม่เลี้ยงตามความจริง

“ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปหาผู้ใหญ่บ้านกัน น้าจะไปเอาเรื่องคนพวกนั้น หนูทนอยู่สภาพนี้ไปก่อนนะ เพราะถ้าเราอยากได้รับความเป็นธรรมจากการถูกรังแกก็ต้องไปสภาพนี้แหละ” ซูเหยาบอกกับเด็กน้อยทั้งสอง และเธอก็ค่อย ๆ ยืนขึ้น พร้อมจับมือเด็กน้อยออกไปนอกบ้าน

‘อยากได้ของบ้านซูเหยาคนนี้อย่างนั้นเหรอ มันไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอกนะหึ หึ’ ซูเหยาคิดอย่างชั่วร้าย

สามคนผู้ใหญ่หนึ่ง เด็กอีกสองพากันเดินจูงมือมาที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ที่ตอนนี้ได้มีชาวบ้านมากหน้าหลายตายืนอยู่ด้วยกันหลายคน

‘ดีทีเดียวพยานเยอะดี’ ซูเหยาคิด เธอมองไปที่เด็กสองคนที่เนื้อตัวมอมแมม เสื้อผ้าหลุดลุ่ยผมเผ้ายุ่งเหยิง ต้องเล่นละครฉากใหญ่สักหน่อยแล้ว

“เด็ก ๆ ได้เวลาที่พวกเราจะต้องไปทวงข้าวของคืนแล้วล่ะ” ซูเหยาพูดกับเด็ก ๆ

“ฮือ ๆ ช่วยด้วยค่ะผู้ใหญ่บ้าน ช่วยมู่เฟย เสี่ยวผิงด้วย” ซูเหยาร้องไห้พร้อมกับตะโกนเสียงดัง

ชาวบ้านที่กำลังดูการชำแหละหมูอยู่ด้วยความสนใจ เมื่อได้ยินน้ำเสียงของซูเหยาที่พูดพร้อมกับร้องไห้ พวกเขาต่างก็พากันหันมามองทางต้นเสียงเป็นตาเดียว

และพวกเขาก็ได้เห็นสภาพของเด็กน้อยสองคนที่ตาแดงช้ำน้ำตาคลอหน่วย เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผมเผ้ายุ่งเหยิง มีซูเหยาจับจูงมืออยู่กันคนละฝั่ง

“เกิดอะไรขึ้นอาเฟย อาผิง บอกพ่อใครทำอะไรลูกกัน” มู่หานเมื่อเขาเห็นสภาพลูกชายหญิงของตนก็รีบวิ่งเข้ามาถามลูกน้อยด้วยความเป็นห่วง

“ย่า ย่า” มู่เฟยตอบพร้อมเอานิ้วชี้ผอมของตนชี้ไปยัง ฉินเจียวที่อยู่ในกลุ่ม “ป้าสะใภ้” เสี่ยวผิงก็ทำตามพี่ชายเช่นกัน

ด้านฉินเจียวกับจิวเหลียนที่ตอนนี้ก็ได้พยายามจะหลบสายตาจากผู้คนที่มองมา ด้วยความอับอาย

“ผู้ใหญ่บ้านต้องให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวของฉัน และก็เด็กสองคนนี้นะคะ พวกเขาเอาข้าวของในบ้านของพวกเราไปหมดเลย

พะ..พวกเขาทำตัวกันยิ่งกว่าโจรเสียอีก ฮือ ๆ ไม่เหลือแม้แต่ข้าวให้พวกเราสี่คนพ่อแม่ลูกไว้กินด้วย

และพวกเราจะมีชีวิตอยู่กันได้ยังไงให้ผ่านหน้าหนาวที่จะมาถึงนี้ได้กัน ถ้าผู้ใหญ่บ้านไม่ให้ความเป็นธรรมกับฉัน ฉันจะไปร้องเรียนทางการในอำเภอ” ซูเหยาร้องไห้คร่ำครวญพร้อมพูดออกมา

ตอนนี้เด็ก ๆ ทั้งสองก็ร้องไห้ตามซูเหยาออกมาเช่นกัน เพราะพวกเขาคิดว่าถ้าน้าเหยาที่ดีกับเขาคนนี้ร้องไห้เสียใจแล้วพวกเขาอาจจะอดตายได้

เสียงของคนทั้งสามร้องไห้ระงมอยู่หน้าบ้านผู้ใหญ่เสียงดัง “มันเกิดอะไรขึ้นเงียบก่อนค่อย ๆ พูด” ฉีอันพูดขึ้นห้ามปรามการร้องไห้ของสามแม่ลูกออกมาเสียงดัง

คนทั้งสามที่ได้ยินเสียงของชายคนหนึ่งที่เดินเข้ามาหาพวกตนด้วยท่าทางที่ดูเป็นมิตร พวกเขาก็เหลือเพียงเสียงสะอื้นเท่านั้น

“เสี่ยวผิง มู่เฟย บอกตาฉีอันไปเลยลูกว่าใครเข้าไปทำอะไรในบ้านของเรา” ซูเหยาบอกกับเด็กน้อยทั้งสองด้วยความอ่อนโยน

เมื่อเห็นคนที่เดินเข้ามาถามเขาก็คือฉีอันผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านตงไห่จากความทรงจำของร่างนี้

“ครับ/ค่ะ” ทั้งสองพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง การกระทำของลูกชายหญิงได้ทำให้มู่หานรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย พร้อมคิดว่าวันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับคนสามคนในบ้านของเขากัน เขาคิดอย่างงุนงง

“ย่ากับป้าสะใภ้มาเคาะประตูหน้าบ้านของพวกเรา แต่ว่าน้าเหยาได้สั่งเอาไว้ว่าห้ามเปิดประตู เพราะอาจจะเป็นคนไม่ดีพวกเราก็ไม่เปิด

พอสักพักเราสองคนก็ได้ยินเสียงดังออกมาทางหน้าประตูอีกเป็นเสียงที่ดังมาก เราสองคนที่อยู่ในห้องกำลังจะเดินออกมาดู แต่ก็ได้เห็นย่าและป้าสะใภ้เข้ามาในบ้านของเราแล้ว

พวกเขาชี้หน้าพวกเรา พร้อมดุด่าเราสองคน และก็จะเข้ามาถอดเสื้อผ้าที่ผมกับน้องใส่อยู่ แต่ผมกับน้องไม่ยอม ผมจึงได้กัดเข้าไปที่มือของย่า

เขาก็ยกมือขึ้นจะตีผม..ผมฮือ ๆ ก็หนีด้วยความตกใจ เพราะเป็นห่วงน้อง ผิงน้อยเองก็กัดป้าสะใภ้เหมือนกัน

จากนั้นพวกเขาก็เข้าไปเปิดตู้เสื้อผ้าของเราสองคน และเขาก็หอบเอาของพวกเราไป เมื่อย่ากับป้าสะใภ้ไปแล้วผมกับน้องก็กลัวจนร้องไห้

แต่ว่าพวกเขาก็กลับมากันอีก ครั้งนี้พวกเขาเอาอ่างมาใส่กับข้าว ข้าวสารที่อยู่ในครัวไปหมดเลย เราสองคนก็วิ่งตามเข้าไปในครัว พวกเราช่วยกันดึงเสื้อของป้ากับย่าเพื่อไม่ให้เอาของไป

แต่สุดท้าย ฮือ ๆ พวกเขาก็เอาไปหมดเลย” มู่เฟยเล่าเรื่องราวออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นและน้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้งด้วยความเจ็บใจ

ฉีอันและชาวบ้านที่ได้ฟังในสิ่งที่เด็กน้อยเล่าออกมา พวกเขาก็รู้สึกสะท้านในอก โดยเฉพาะมู่หานที่เขาเองก็ไม่เคยคิดเลยว่าผู้หญิงที่เขาเรียกแม่มาตั้งแต่เด็กจะโหดร้ายได้มากขนาดนี้

ชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้านได้มองไปที่ฉินเจียวและจิวเหลียนด้วยสายตาประณามในการกระทำที่เหมือนโจรของทั้งคู่

“เด็กนั่นโกหก” ขิงแก่ก็ยังเป็นขิงแก่ที่พยายามจะกลับดำเป็นขาว

“ถ้าผู้ใหญ่บ้านไม่เชื่อ ไปดูสภาพบ้านของฉันตอนนี้ได้เลย และถ้าหากว่าสองคนนั้นบอกไม่ได้เป็นคนทำ ฉันจะไปแจ้งทางการว่าบ้านฉันมีโจรเข้าบ้าน” ซูเหยาพูดออกมาอย่างไม่ยินยอม

“ทางการ แกจะบ้าหรือไง ถ้าอย่างนั้นฉันก็ติดคุกนะสิ” จิวเหลียนพูดออกมาอย่างตะกุกตะกักด้วยความกลัว

“แกจะบ้าหรือไง พวกเราไม่ได้เป็นคนทำ แกจะกลัวอะไร” ฉินเจียวก็ยังคงจะแถต่อไป

“ถ้าอย่างนั้นมู่เฟยคุณไปแจ้งทางการ ฉันกับลูก ๆ จะรออยู่ที่บ้าน เพราะว่าเผื่อมีใครคิดจะเข้าไปทำลายหลักฐาน ยังไงซะรอยนิ้วมือคนทำมันก็ต้องยังอยู่ ถ้าทางการมาตรวจยังไงก็ต้องเจออย่างแน่นอน” ซูเหยาพูดข่มขู่ออกมา

รอยนิ้วมืออะไรสมัยนี้ยังไม่มีการตรวจด้วยซ้ำ แต่การหลอกคนชั่วถือว่าไม่ผิด

“แกไม่ต้องมาพูดขู่ ทางการเขาจะรู้ได้ยังไงว่าใครทำ” ตอนนี้ขิงแก่ก็เริ่มที่จะร้อนตัวออกมาเองเสียแล้ว ซึ่งชาวบ้านก็ได้แต่พากันส่ายหน้าให้กับการกระทำที่ไร้ยางอายนี้

“ก็ทำไมเขาจะตรวจไม่เจอ ฉันเพิ่งจะได้ยินข่าวมาจากพี่ชายสด ๆ ร้อน ๆ ว่าในเมืองได้เกิดเหตุการณ์ขโมยขึ้น และได้ทิ้งรอยนิ้วมือไว้ทั่วไปหมด

ทางการได้เครื่องมือมาใหม่ใช้เวลาไม่นานเขาก็จับผู้ร้ายคนนั้นได้ ตอนนี้เจ้าคนนั้นก็ได้รับโทษโดนตัดมือไปแล้วเพราะริเป็นโจร หากไม่เชื่อจะรอให้ทางการมาตรวจสอบก็ได้ เดี๋ยวก็จะได้รู้กันว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า” ซูเหยาโกหกตาใสออกมา พร้อมคิดว่าต้องแถค่ะ งานนี้ต้องแถ แม้สีข้างจะถลอกก็ตาม

เหล่าชาวบ้านที่อยู่แต่ในหุบเขา พวกเขาไม่เคยย่างก้าวเข้าไปในเมือง ตอนนี้พวกเขาต่างพากันหน้าซีดกับเรื่องที่ซูเหยาเล่าออกมาแล้ว โดยเฉพาะคนทำผิดสองคนที่เริ่มแข้งขาอ่อนแรง

หน้าซีดขาว เหงื่อผุดขึ้นตามกรอบหน้าและไรผมด้วยความหวาดกลัว ตอนนี้คงจะมีเพียงสองคนที่รู้ว่าเรื่องรอยนิ้วมือไม่มีจริงก็คือมู่หานกับฉีอันผู้ใหญ่บ้าน

“ใช่ตามที่ซูเหยาบอกนั่นแหละ ข้าเข้าเมืองไปก็ได้ยินเขาพูดกันให้ใหญ่โต” ฉีอันได้กล่าวสนับสนุนออกมา เพราะจะได้มีคนหวาดกลัวและจะได้ไม่คิดฉกชิงของผู้อื่น

เมื่อคราวนี้ได้ยินออกมาจากปากของผู้ใหญ่บ้าน ทั้งผมหงอกผมดำก็พากันหวาดกลัวกันมากขึ้นไปอีก

“แล้วหล่อนต้องการอะไร” คนผมหงอกถามมาทางซูเหยาด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ

‘สำเร็จ เหยื่อติดกับ’ ซูเหยากล่าวในใจแต่ใบหน้าก็ยังคงแสดงท่าทางทุกข์ใจออกมาเหมือนกำลังคิดมาก

“แม่สามีกับพี่สะใภ้ไม่ได้ทำไม่ใช่เหรอคะ แล้วจะอยากรู้ไปทำไมกัน สู้ให้ฉันไปแจ้งทางการให้เขามาตรวจสอบดีกว่า” ซูเหยาพูดออกมาอย่างหน้าซื่อตาใส

“ฉันกับสะใภ้ใหญ่เอาไปเอง ว่ามาแกจะเอายังไง” ฉินเจียวยอมรับออกมาพร้อมกับใบหน้าแดงก่ำด้วยความรู้สึกทั้งโกรธทั้งอาย ทางจิวเหลียนเองก็รู้สึกอับอายมากไม่ต่างกัน

“หนึ่งร้อยหยวน ถ้าไม่ได้ฉันจะไปแจ้งทางการเดี๋ยวนี้” ซูเหยากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด คนผมดำเมื่อได้ยินเธอแทบจะเป็นลม เพราะเธอมีเงินอยู่หนึ่งร้อยห้าสิบหยวน

ถ้าต้องเสียไปหนึ่งร้อยหยวนก็แทบจะหมดตัว แต่ถ้าไม่เสียเธอก็ต้องถูกตัดมือ ในระหว่างที่ขิงแก่กำลังลังเลใจ

“มู่หานไปอำเภอ” ซูเหยาได้เอ่ยเรียกมู่หานเสียงดัง คิดจะยื้อเวลาเหรอไม่มีทาง

“ฉันจะไปเอาเงินมาให้เดี๋ยวนี้” ฉินเจียวรีบพูดออกมาอย่างลนลาน พร้อมกับรีบผละออกจากกลุ่มคนในทันที

“อย่านานนะคะ ถ้านานเกินครึ่งชั่วโมงฉันจะไปแจ้งทางการเอง” ซูเหยาได้พูดตะโกนตามหลังขิงแก่ที่แทบจะเดินขาพันกันด้วยความชอบใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป